คุณค่าทางยาของเห็ดหลินจือ

  • เห็ดหลินจือมีตำนานเล่าขานมาแต่โบราณในพงศาวดารของ
  • ประเทศต่างๆเช่นประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน
  • ญี่ปุ่น เกาหลรวมถึงเรื่องเล่าพื้นบ้านจากผู้เฒ่าในหมู่บ้านชน
  • บทของไทยก็ปรากฏว่ามีการใช้เห็ดหลินจือ และเห็ดชนิดอื่นๆ
  • ในลักษณะเดียวกับเห็ดหลินจือ เพื่อแก้พิษเบื่อเมาต่างๆ แต่
  • น่าเสียดายที่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานชัดเจนเหมื่อนประ
  • เทศอื่น ๆในทศวรรษที่ผ่านมามีประเทศที่พัฒนาแล้วหลาย
  • ประเทศ ทั้งในยุโรป อเมริกา และภาคพื้นเอเซีย ได้ทดลองคุณ
  • สมบัติของเห็ดหลินจือไว้มากมาย มีการนำมาใช้เป้นอาหาร
  • เสริมสุขภาพ และรักษาโรคต่าง ๆ หลายโรค ปรากฏว่ามีผลิต
  • ภัณฑ์จากเห็ดหลินจือหลายชนิดวางขายในตลาดของประเทศ
  • ที่พัฒนาแล้วดังกล่าว



เห็ดหลินจือประกอบด้วยสารสำคัญ ๆ

  • triterpenoids (ganoderic acid, ganodermadiol, lucidenic acid, ganoderenic, lucidone etc)
  • polysaccharides (ganoderans A, B, C, betaD-glucan, G-lucidum antibiotic)nucleotides
  • (adenosine)protein (LZ8) (Polypeptides)steroid (cholestan, ergosterol, ganosterone)
  • จากการทดสอบสารที่พบในเห็ดหลินจือจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก พบว่าสารเหล่านี้มี
  • คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อโรคความดันโลหิตไม่ปกติ โรคคอเลสเตอรอลสูง โรคจิต
  • วิตกกังวลโรคนอนไม่หลับ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคหัวใจ โรคมะเร็งต่าง ๆ และแม้
  • แต่โรคเอดส์ทำให้เห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่น่าสนใจมากและมีราคาค่อนข้างสูงตาม
  • สรรพคุณที่ได้กล่าวอ้างมาแล้วข้างต้นนอกจากนี้เห็ดหลินจือยังเป็นเห็ดที่สามารถ
  • เพาะปลูกได้เป็นอย่างดีในเมืองไทย ทุกคนสามารถเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือได้หากมี
  • ความรักและเอาใจใส่ด้วยการดัดแปลงวัสดุต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวผู้เขียนเชื่อว่าแม้แต่
  • ผู้ป่วยที่พอมีกำลังวังชาก็สามารถเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือที่มีคุณภาพเพื่อใช้เองได้ เพียง
  • แต่ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและเอาใจใส่อย่างแท้จริง ท่านจะได้เห็ดหลินจือที่มี
  • คุณภาพจริงและเชื่อมั่นได้เพราะท่านจะเป็นผู้เพาะเลี้ยงเอง



การนำวัสดุมาใช้ให้เกิดคุณค่าในการเพาะเห็ดหลินจือ
  • ศูนย์รวมสวนเห็ดบ้าน
  • อรัญญิกทดลองเพาะเห็ด
  • หลินจือมานาน 11 ปี ตั้งอยู่
  • บ้านเลขที่ 3 หมู่ 8
  • ถ.พุทธมณฑลสายสี่
  • ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน
  • จ.นครปฐม พบว่าเห็ดหลินจือ
  • สามารถเกิดได้ดีในไม้ตระกูล
  • กอตระกูลถั่ว
  • และอีกหลายๆ ตระกูล รวมถึงเศษวัสดุรอบๆ ตัวเรา ซึ่งมีอยู่มากพอที่จะใช้ในการรักษา
  • โรคและบำรุงสุขภาพเศษวัสดุประเภทขี้เลื่อย เช่น ขี้เลื่อยไม้นางพารา (Hevea brasiliensis)
  • ยังคงเป็นวัตถุดิบที่ดีในการใช้เพาะเห็ดหลินจอขณะเดียวกันขี้เลื้อยไม้อื่นๆอีกหลายชนิด
  • ก็สามารถนำมาใช้ในการเพาะเห้ดหลินจือได้เช่นเดียวกัน เข่น ไม้มะขาม ไม้มะม่วง
  • นอกจากนี้ยังสามารถนำเอาเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ข้าวสาลีถั่วเกือบ
  • ทุกชนิดเป็นต้น มาใช้เป็นวัสดุในการเพาะเห็ดโดยตรงได้ด้วยกระบวนการเพาะเห็ด
  • หลืนจือทำได้ไม่ยากใช้วิธีการเดียวกันกับการเพาะเห็ดถุงทั่ว ๆ ไป เพียงแต่ต้องการการ
  • ดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง ไม่อาจจะเพาะทิ้งเพาะขว้างได้ เพราะเราต้องการเห็ดหลินจือ
  • คุณภาพดีเพื่อใช้ในการรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนเราการเพาะเห็ดถุงไม่มากนัก
  • ผู้ที่มีทุนทรัพย์น้อยก็ทำได้โดยการดัดแปลงสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว รอบ ๆ บ้านให้
  • เกิดประโยชน์ และทำให้พื้นที่ใต้ถุนบ้านมาทำเป็นโรงเพาะเห็ดโดยกั้นฝาเรียบง่ายให้กันลม
  • กันแดด และเก็บความชื้นได้ สร้างชั้นวางก้อนเชื้อเห็ดตามสภาพพื้นที่ แล้วไปหาซื้อก้อน ี
  • เชื้อเห็ดหลินจือสายพันธุ์ที่ดมีการทดสอบ ที่เขาทำเป็นก้อนสำเร็จแล้วมาเปิดถุง และให้
  • ความชื้นก็สามารถเห็นดอกเห็ดหลินจือแล้วแต่ถ้ามีทุนทรัพย์ก็หาซื้อวัสดุอุปกรณ์เพิ่ม
  • ต้องเติม และผลิตก้อนเชื้อเห็ดเองซึ่งใช้พื้นที่มากขึ้น ต้องมีที่สำหรับเก็บวัสดุเพาะต่าง ๆ
  • อาทิ ดีเกลือ ขี้เลื้อย รำละเอียด ปูนขาว ถุงพลาสติก ฯลฯ ต้องมีหม้อนึ่งแบบง่าย ๆ ที่
  • เรียกว่า"หม้อนึ่งลูกทุ่ง" ที่ใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตรพร้อมฝาแบบเป็นเข็มขัดรัดปากถัง ทำ
  • ตะแกรงนึ่ง สำหรับใส่ถุงก้อนเชื้อที่จะใส่เข้าไปหาซื้อเชื้อเห็ดหลินจือมาผลิตก้อนเชื้อตาม
  • วิธีการ แต่ควรศึกษารายละเอียดวิธีการเพาะเห็ดหลินจือก่อนที่จะทำการตัดสินใจ (ถ้าจะ
  • ลงทุนจำนวนมาก) เพราะการเพาะเห็ดหลินจือหวังดอกเห็ดที่มีคุณภาพนั้น ต้องอาศัยของ
  • ความพิถีพิถันและความปราณีตในทุกขั้นตอนการผลิต



คุณค่าทางเศรษฐกิจ

  • เนื่องจากเห็ดหลินจือมีคุณสมบัติสามารถใช้รักษาโรคต่าง ๆ ดัง
  • ปรากฏผลในทางที่ดีตามงานวิจัยของหลาย ๆ ประเทศที่มีออก
  • มาเรื่อย ๆ ทำให้เห็ดหลินจือเป็นความหวังของผู้ป่วยที่จะใช้ทด
  • แทน หรือใช้ควบคู่กับยาแผนปัจจุบันบางอย่าง และใช้เป็นอาหาร
  • เสริมสุขภาพเห็ดหลินจือเกิดได้ดีในทุกภาคของเมืองไทยโดยเฉพาะ
  • ภาคกลาง ถ้าเกษตรกรของไทยได้รับการฝึกอบรมอย่างดี ให้รับ
  • ผิดชอบต่อคุณภาพของเห็ดที่จะผลิตออกมาเราก็จะสามารถใช้เห็ด
  • เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล และไม่ใช่แต่เพียงเห็ด
  • หลินจือเท่านั้น ยังมีเห็ดชนิดอื่น ๆ อีกที่สามารถนำมาใช้เป็นสมุน
  • ไพรเห็ดเกือบทุกตัวเป็นเห็ดสมุนไพรเสียส่วนใหญ่จากหนังสือ
  • Icons of Medical Fungi from China ได้กล่าวถึงเห็ดสมุนไพรไว้ถึง
  • 272 ชนิด ขอยกตัวอย่างเห็ดบางตัว เช่น
  • เห็ดหูหนูบาง

    • ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร บำรุงกระเพาะ ทำให้มีพลังชีวิตสม่ำเสมอ ทำให้เลือดไป
    • เลี้ยงปอดได้ดี และช่วยฟอกปอด ช่วยหยุดอาการเส้นโลหิตฝอยแตก ช่วยให้ลำไส้แข็ง
    • แรง และมีพลังในการขับเคลื่อนอาหารเป็นอาหารที่ดีสำหรับผู้ที่ทำงานในโรงงานฝ้าย
    • ป่าน ปอ ด้าย และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเส้นใยต่าง ๆ หรือสถานที่ที่มีฝุ่นละอองมาก
  • เห็ดหูหนูหนา

    • ช่วยลดความเจ็บปวดของโรคไขข้ออักเสบช่วงเอวและช่วงขา บำรุงกำลังหลังคลอด
    • บุตร บรรเทาอาการชาและตะคริว อาการฟอกช้ำดำเขียว อาการปวดเมื่อย การคั่ง
    • ของเลือด บรรเทาหรือชะลออาการบาดทะยัก เหมาะสำหรับสตรีที่มีอาการตกขาว
    • มาก (ระดูขาว) บรรเทาอาการหลั่งเลือดจากริดสีดวงและมดลูก ช่วยแก้อาการคลื่น
    • ไส้และเสมหะมาก บรรเทาอาการเป็นพิษจากเห็ดอื่น ๆ ช่วยฟื้นฟูร่างกายที่ชราภาพ
    • ให้มีความกระฉับกระเฉงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถยับยั้งอัตรการเติบโตของเซลล์มะ
    • เร็ง Sarcoma 180 ได้ 90 % และ Ehrlich ได้ 80%
  • เห็ดหูหนูขาว

    • บำรุงน้ำอุสจิ ไต เป็นธาตุเย็นให้กับร่างกาย ช่วยลดไข้ ถอนไข้ เพิ่มการหลั่งน้ำลาย
    • ทำให้เจริญอาหาร ช่วยระบบการย่อยอาหาร บรรเทาอาการไอ อาการปวดภายใน
    • ที่เกิดจากการไอตามหน้าอกและซี่โครง อาการขับเสมหะเป็นเลือด โรคหืดหอบบรร
    • เทาอาการหลอดลมอักเสบได้ 85% ใช้ได้ดีกับอาการปอดร้อนและแห้ง อาการเรื้อ
    • รังของแผลในปอด อาการระคายคอ หล่อลื่นลำไส้ ทำให้มีพลังชีวิตมากขึ้น กระตุ้น
    • การทำงานของสมองและหัวใจ ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวเนื่องกันระหว่างปอดและหัวใจ
    • ได้ถึง 80-90% บำรุงกำลังหลังคลอด ทำให้ประจำเดือนปกติ บรรเทาอาการท้อง
    • ผูก และแผลอักเสบเรื้อรังในลำไส้ตอนล่างและโรคบิด สารโพลี่แซคคาไรด์ในเห็ดหู
    • หนูขาวสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของ Sarcoma 180 ในหฯุทดลองได้
  • เห็ดหัวลิง

    • มีสารโพลี่แซคคาไรด์ และโพรี่เป็บไทด์ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และสามารถยับยั้ง
    • การเติบโตของ Sarcoma 180 ในหนูได้ รักษาแผลในลำไส้ช่วงต้น โรคกระเพาะและ
    • อาการไม่ทำงานของกระเพาะ ป้องกันเซลล์เนื้องอกของหลอดอาหารและกระเพาะ
    • อาหาร ฟื้นฟูสภาพอ่อนเปลี้ยของร่างกาย
  • เห็ดหอม

    • ป้องกันโรคกระดูกอ่อนหรือโรคหลังค่อมในเด็กทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา
    • ป้องกันและรักษาโรคหวัด ภูมิแพ้ และอาการแพ้ทางผิวหนัง ป้องกันโรคตับแข็ง
    • ช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยลดโคเลสเตอรอล ป้องกันพิษจากอาหารที่เป็นกรด
    • ยับยั้งเซลล์มะเร็ง Sarcoma 180 ในหนูทดลองได้
  • เห็ดลม

    • ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายคนเราสามารถทำงานได้ปกติมากขึ้น ยับยั้งการเติบ
    • โตของ Sarcoma 180 ได้ 50% และ Ehrlich carcinoma ได้ 70 %
  • เห็ดนางรม

    • มีกรดอะมิดนแอซิดที่จำเป็นถึง 8 ชนิด ช่วยบรรเทาอาการปวดเอว ปวดขา
    • ปวดตามเส้นเอ็น อาการติดขัดของหลอดเลือด อาการชาตามแขนและขา ยับ
    • ยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง Sarcoma 180 ในหนูทดลองได้ 75% และยับยั้ง
    • เซลล์ Ehrlich carcinoma ได้เกือบ 60%
  • เห็ดนางรมทอง

    • นั้นจะมีสีเหลืองตามธรรมชาติ ปกติแล้วสีเหลืองในธรรมชาติเป็นสารบำรุงสาย
    • ตาและช่วยลดความเครียดในอารมณ์ต่าง ๆ ดังนั้นคนที่ต้องทำงานใช้สายตา
    • มาก ๆ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องทำงานที่มีความ
    • เครียดมาก ๆ จึงควรรับประทานเห็ดชนิดนี้อย่างสม่ำเสมอ (อาทิตย์ละประมาณ
    • 2 ครั้ง) เห็ดนางรมทองยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
    • Sarcoma 180 ได้ 80% และ Ehrlich ได้ 70%
  • เห็ดแครงหรือตีนตุ๊กแก

    • ถ้าเคี่ยวเห็ดชนิดนี้กับไข่จะใช้ในการรักษาโรคระดูขาวหรือตกขาวได้ สารโพรี่
    • แซคคาไรด์ที่อยู่ในรูปของเมือกที่สกัดจากเส้นใยเห็ดชนิดนี้สามารถยับยั้งอัตรา
    • การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง Sarcoma 180 และ Ehrlich carcinoma ในหนูทด
    • ลองได้ และยังยับยั้งเซลล์มะเร็ง Yoshida sarcoma ในหนูใหญ่ และ sarcoma 37
    • ในหนูขาวทดลองได้ถึง 70-100%
  • เห็ดฟาง

    • ช่วยเพิ่มภูมิป้องกันโรคติดต่อ ช่วยสมานแผล รักษาโรคลักปิดลักเปิด บรรเทา
    • อาการเส้นเลือดฝอยแตกใต้ผิวหนัง รักษาโรคเหงือก มีสาร volvatoxin ซึ่งทำให้
    • เกิดการบวมในเซลล์มะเร็งช่องท้องของหนูขาว และขัดขวางกระบวนการสันดาป
    • ของเซลล์มะเร็งชนิดนี้ แต่การบริโภคเห็ดฟางต้องทำให้สุกมาก ๆ เพื่อการย่อย
    • และการดูดซึมไปใช้งาน
  • เห็ดยานาหงิ

    • ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ลดสภาพความหดหู่ ทำให้ม้ามแข็งแรง และหยุดอาการท้อง
    • เสียได้
  • ถ้าบริโภคเห็ดหลินจือและเห็ดอื่น ๆ ด้วย เช่น เห็ดนางรม นางฟ้า หูหนู เป๋าฮื้อ
  • เห็ดฟาง เห็ดหอม ฯลฯ ร่วมกับผัก ผลไม้ปลอดสารเคมี ต่าง ๆอย่างสม่ำเสมอ
  • และใช้สมุนไพรไทยอื่น ๆ สุขภาพของคนไทยโดยรวมก็จะดีขึ้น ค่ารักษาพยาบาล
  • ที่แต่ละคนไทยโดยรวมก็จะดีขึ้น ค่ารักษาพยาบาลที่แต่ละคนต้องจ่ายจะลดลง
  • อย่างมากมาย ประเทศไทยจะสามารถใช้โรงพยาบาลที่มีอยู่เพื่อรักษาพยาบาล
  • คนต่างชาติแทนได้



สถานการณ์เห็ดหลินจือของโลก

  • เพราะเห็ดหลินจือมีความสำ
  • คัญมาก จึงได้มีการก่อตั้ง
  • สถาบันเห็ดหลินจือโลกขึ้น
  • ตั้งแต่ พ.ศ.2526 ที่กรุงนิว
  • ยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • (Ganoderma International
  • Research Institute)
  • ประกอบด้วยสมาชิกผู้เห็นความสำคัญของเห็ดหลินจือจากหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้
  • จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง แคนาดา ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงค์โปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ไทย
  • ฯลฯ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงในการประคับประคองให้เห็ดหลินจือมีคุณภาพสม่ำเสมอ และไม่ให้
  • ภาพลักษณ์ด้านคุณภาพของเห็ดหลินจือถูกทำลายลงจากกระบวนการผลิตที่ไม่มีคุณ
  • ภาพเห็ดหลินจือกำลังมีบทบาทมากขึ้นทุกวันในประเทศไทย รวมทั้งประเทศต่าง ๆ ทั่ว
  • โลก และมีพัฒนาการควบคู่ไปกับวิทยาการใหม่ ๆ หลายแขนงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ
  • เรื่องอาหารสังเคราะห์และอาหารธรรมชาติที่จะนำมาใช้ควบคู่กับเห็ดหลินจือในการรัก
  • ษาโรคด้วยประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เป็นแหล่งที่มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับตำนานเห็ดหลินจือ
  • อยู่มากและยาวนานที่สุด แต่ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน นำไปพัฒนาเพื่อใช้งานอย่าง
  • เป็นรูปธรรมมากกว่าประเทศจีน ปัจจุบันประเทศจีนเองก็มีการตื่นตัวพัฒนาเรื่องเห็ด
  • หลินจือมากขึ้น แต่เดิมเห็ดหลายขชนิดที่มีลักษณะเป็นรูใต้ใบดอกถูกเรียกเป็นเห็ดหลิน
  • จือหมด จึงมีเห็ดหลินจือหลากหลายชนิดจนทำให้สับสน ปัจจุบันประเทศจีนจึงได้จัดแบ่ง
  • การเรียกชื่อเห็ดหลินจือเสียใหม่ในอดีต ประเทศจีนจัดเห็ดหลินจือเป็นเห็ดสมุนไพรมีชื่อ
  • เรียกกว้าง ๆ ดังนี้คือ
    • สมุนไพรชิงจือ (Green Ganoderma) มีสีเขียวแซมสลับอยู่ที่หลังดอก
    • สมุนไพรฉื้อจือ (Red Ganoderma) มีหลังดอกสีแดง
    • สมุนไพรหวงจือ (Yellow Ganoderma) มีหลังดอกค่อนข้างเหลือง
    • สมุนไพรไป่จือ (White Ganoderma) มีหลังดอกสีขาว
    • สมุนไพรเฉจือ (Black Ganoderma) มีหลังดอกสีดำ
    • สมุนไพรจื่อจือ (Dark Purple Ganoderma) มีหลังดอกสีม่วงดำ
  • สมุนไพรทุกตัวที่กล่าวมามีคุณสมบัติแตกต่างกัน วิธีการใช้ละการเข้ายาก็ไม่เหมือนกัน
  • นพ.ชวลิต สันติกิจรุ่งเรือง นายแพทย์ใหญ่ กรมการแพทย์ ได้แปลเรื่องเห็ดจือจากคัม
  • ภีร์ยาจีน ชื่อเสิ่นหนงเปิ่นเชา มีข้อมูลที่น่าสนใจ

  • เห็ดหลินทุกชนิดที่กล่าวมาไม่เป็นพิษ แต่ปัจจุบันมีการจำแนกกลุ่มชองเห็ดใหม่แล้ว ต่อไป
  • การนำเห็ดแต่ละชนิดมาใช้งานก็จะชัดเจนมากขึ้น แต่ก็ขึ้นกับงานทดลองวิจัยของเหล่านัก
  • วิชาการด้วยนักวิชาการก็คือกลุ่มผู้รู้ในสายวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำงานตามวิธีการทาง
  • วิทยาศาสตร์ และกว่างานแต่ละชิ้นจะออกมาก็ใช้เวลานาน เพราะเป็นการทำงานแบบเจาะ
  • ลึกในกรอบที่กำหนด ต้องรู้รายละเอียดบางส่วนที่อาจเกินจำเป็น ผิดกับงานที่ได้จากภูมิ
  • ปัญญา ชาวบ้านแต่โบราณที่สามารถใช้ประโยชน์จากธรรมชาติที่มีอยู่โดยอาศัยประสบ
  • การณ์สืบทอดรุ่นต่อรุ่น และประเมินผลแนวกว้างที่อาศัยความสัมพันธ์ของทุกสิ่งทุก
  • อย่างทำให้เกิดตำรับยาสมุนไพรโบราณที่ใช้กันมานานน่าเสียดายที่ยุคหนึ่งได้มีการนำ
  • วิธีการตะวันตกเข้ามาใช้ และเอาผิดกับภูมิปัญญาชาวบ้านจนกลายเป็นการทำลายสิ่ง
  • เหล่านั้นไป ถ้าสมัยนั้นไม่ทำลายภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ผสมผสานความรู้ทั้งสองทาง
  • แนวทางเข้าด้วยกันก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริงจะไม่เป็น
  • การทำลายภูมิความรู้ของบรรพบุรุษของเราด้วยอย่างไรก็ตามยังไม่สายเกินไปที่นัก
  • วิทยาศาสตร์ จะให้เกียรติกับชาวบ้าน ร่วมกันสร้างสรรค์และพัฒนางานสาขาวิชาต่างๆ
  • ให้สอดคล้อง และเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงต่อไป



สถานการณ์เห็ดหลินจือในประเทศไทย

  • ศูนย์รวมสวนเห็นบ้านอรัญญิกได้เริ่มทดสอบและสำรวจเห็ดหลิน
  • จือในเมืองไทยตั้งแต่ปีพ.ศ.2527 เป็นต้นมาการทำงานในช่วงต้น
  • ลำบากมา หาข้อมูลได้ยากเพราะมีสถาบันไม่กี่แห่งเท่านั้นที่วิจัยเรื่อง
  • เห็ดหลินจือ และน่าเสียดายที่ไม่ได้มีการรวมตัวทำงานเป็นหมู่คณะ
  • จนกระทั่ง ดร.วรุณี ถิรมงคล จากกรมวิทยาศาสตร์บริการได้รวบ
  • รวมสถาบันและบุคคลที่สนใจในเรื่องเห็ดหลินจือมาทำงานวิจัยร่วม
  • กัน เพื่อสนองตอบกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้า
  • อยู่หัวทีทรงพระราชทานให้กับกลุ่มผู้เข้าเฝ้าถวายคำอธิบาย เรื่อง
  • เห็ดหลินจือ ในวันพืชมงคล พ.ศ. 2531 จานั้นมางานวิจัยต่าง ๆ
  • ในเมืองไทยจึงได้มีการเผยแพร่และมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความ
  • พยายามของสื่อมวลชนทุกแขนงปัจจุบันนี้เห็ดหลินจือกลายเป็น
  • ความหวังของผู้ป่วยในโรคต่าง ๆ หลายโรคที่แพทย์แผนปัจจุบัน
  • ไม่สามารถจะให้ความหวังต่อผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ หลายสถาบันและ
  • หลายหน่วยงานได้เข้ามามีส่วนช่วยกัน ผลักดันให้งานวิจัยต่าง ๆ
  • ก้าวหน้าไปอีกมาก



ขอกราบแทบเบื้องยุคลบาท

  • องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเล็งเห็น และทรงให้กำลังใจแก่ทุก ๆ ฝ่ายในการ
  • ทดลองเรื่องเห็ดหลินจือ

ในแง่ของการส่งเสริม

  • ถ้าคิดว่าการเพาะเห็ดหลินจือเป็นแนวทางสำหรับแก้ความยากจน
  • ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะถ้าคนจนเพาะเห็ดเพื่อเงิน เมื่อได้เงิน
  • แล้วโอกาสที่จะใช้เงินในทางที่ผิด ตามหลักการยั่วยุทางการค้าใน
  • ระบบทุนนิยมมีมากแต่ถ้าปลูกเห็ดเพื่อให้ได้เห็ดที่ดี เพื่อช่วยเหลือ
  • กันด้วยเจตนาดี แน่นอน ท่านย่อมได้เงินเป็นค่าตอบแทนด้วย
  • และด้วยเจตนาดีของท่าน จะทำให้ท่านสามารถใช้เงินไปในทางที่ดี
  • ที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้นแต่าหากคิดว่าการปลูกเห็ดหลินจือเป็นการ
  • หารายได้และทำกำไรก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้นเพราะความคิดที่จะให้
  • ได้มาซึ่งเงิน ทั้ง ๆ ที่ตนเองพอมีเงินอยู่บ้างแล้ว หรือสำหรับคนที่
  • ร่ำรวยอยู่แล้วก็จะเป็นการหาเงินเพื่อนำมาสนองความต้องการ
  • ส่วนเกินของตนเองการส่งเสริมให้เกิดการเพาะเห็ดหลินจือควร
  • ทำด้วยสำนึกที่จะเพาะเห็ดหลินจือเพื่อผู้ป่วยจริง ๆ ไม่ว่าจะป่วย
  • มากหรือป่วยน้อย ผู้เพาะจะได้ใส่ความรัก ความเอาใจใส่ การดูแล
  • เห็ดด้วยความตั้งใจจริงเข้าไปในงาน ผลผลิตที่ได้ออกมาก็จะเป็น
  • ผลผลิตที่มีคุณค่า ควรแก่การภาคภูมิใจ ได้ทั้งบุญกุศลและราย
  • ได้ก็จะต้องมีตามมาแน่นอน


ชีวิตนี้ไมได้เกิดมาเป็นนักล่า

ซึ่งจะล่าทั้งลาภ ทั้งยศ สรรเสริญ โลกียสุข แสนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

แล้วก็อยู่อย่างทุกข์ร้อนด้วยความโลภ

frog2.gif - 7.82 K cyinext.gif - 4.11 K