ลักษณะภายนอกและชื่อทั่ว ๆ ไป

21.gif - 68.26 K
  • เห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่ไม่เหมือน
  • กับเห็ดที่ประชาชนทั่วไปรู้จักอยู่
  • แต่เดิม เพราะไม่มีครีบใต้ดอก
  • เหมือนเห็ดที่มีขายตามท้อง
  • ตลาดทั่วไป ลักษณะโครงสร้าง
  • ของดอกแข็งแรง ก้านและหลัง
  • ดอกที่ถูกน้ำฝนชะล้างจะเป็น
  • เงามันเหมือนเคลือบด้วยแล็คเกอร์ ดอกที่เกิดใหม่จะมีลักษณะเป็นแท่งชูขึ้น ปลายหน่อจะมี
  • สีขาวหม่น ดอกเห็ดเจริญเติบโตขนานไปกับพื้นโลกขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิด เมื่อดอกโตจะแผ่
  • ออก มีรูปร่างคล้ายรูปวาดไตของคนเรา ดอกอ่อนจะมีขอบนอกขาวและค่อย ๆ เหลืองเข้า
  • มาทางด้านในจนเป็นสีน้ำตาลและน้ำตาลแดงในที่สุด ก้านดอกอาจจะมีอยู่กลางดอกหรือด้าน
  • ข้างของดอก และบางครั้งอาจจะไม่มีก้านใต้หมวกดอกเป็นรูพรุน เรียงกันอยู่อย่างเป็นระ
  • เบียบอาจจะเกิดเป็นดอกเดี่ยว หรือเกิดพร้อมกันหลาย ดอกก็ได้ ขนาดดอกใหญ่หรือเล็กขึ้น
  • อยู่กับสภานที่เกิดและแหล่งอาหาร เห็ดชนิดนี้สามารถเติบโตข้ามปีได้และมีบางครั้งที่พบว่า
  • อายุหลายปีทีเดียวแต่เดิมไม่มีเห็ดชนิดขายในท้องตลาด ปัจจุบันมีวางขายมากขึ้นเพราะประ
  • ชาชนเริ่มรู้จักเห็ดในกลุ่มนี้ (บางครั้งพบว่าไม่ใช่เห็ดหลินจือ แต่เป็นเห็ดในกลุ่ม polypore เช่น
  • กัน) มักจะเก็บมาทำให้แห้งขายตามริมทาง ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อนำไปใช้เป็น
  • เครื่องประดับตกแต่งบ้าน และตามความเชื่อว่าเป็นสิริมงคลสามารถปกป้องคุ้มครองให้
  • ปลอดภัยจากอำนาจไสยศาสตร์ได้เห็ดหลินจือที่ใช้ทำยาได้จะมีหมวกดอกสีม่วงดำ สีน้ำตาล
  • และสีน้ำตาลแดง แต่ทุกชนิดใต้ท้องต้องมีสีเหลือง เห็ดหลินจือที่จะกล่าวถึงวิธีการเพาะปลูก
  • ต่อไปนี้เป็นชนิดสีน้ำตาลแดง และมีใต้หมวกดอกเป็นสีเหลืองตามธรรมชาติอาจจะมีสีใต้
  • หมวกดอกเป็นสีขาวหม่นตามแต่อายุของเห็ด อาจจะพบเกิดอยู่ตามตอไม้ผิวของเปลือกไม้
  • ที่ตายแล้วแต่ต้นยังมีชีวิต หรือตามผิวดินที่มีไม้หรือรากไม้เก่าฝังอยู่ ชาวบ้านในพื้นที่ที่มี
  • เห็ดเหล่านี้ขึ้นก็จะเรียกชื่อตามลักษณะรูปร่าง สีสันและความเชื่อที่เขามีต่อเห็ด ฉะนั้นเห็ด
  • ชนิดนี้จึงมีชื่อเรียกหลากหลายตามแต่ละท้องถิ่น เช่น

เห็ดหัวงู เห็ดนางกวัก

เห็ดจวัก เห็ดขอน เห็ดหิ้ง

เห็ดเก้าอี้ลิง

เห็ดชะแล็ก

17.gif - 59.47 K

เห็ดสวรรค์พันปี เห็ดหมื่นปี

เห็ดหิมะ เห็ดต้นไม้แห่งชีวิต

เห็ดอมตะ เห็ดเทพเจ้า

เห็ดศักดิ์สิทธิ ์ เห็ดนำโชค

a17.gif - 39.62 K animill.gif - 5.69 K
  • จะเห็นว่าเห็ดชนิดนี้มีชื่อมากมาย จึงควรระวังความสับสนเห็ดหลินจือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์
  • ว่าGanoderma Iucidum และชื่อทั่วไปตามภาษาอังกฤษว่า Divine Mushroom, Spiriual
  • Mushroom, Tree of life Mushroom Mannentake (10,000 years Mushroom) Mushroom of
  • Immortality, Good-fortune Mushroom Monkey's seat Mushroom Laquered Mushroom Holy
  • Mushroom



ลักษณะในรายละเอียดทางวิทยาศาสตร์ของเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือถูกจำแนกตามสายงานวิทยาศาสตร์ดังนี้

a27.gif - 53.96 K
Class Basidiomycetes
Subclass Holobasidiomycetidae
Series Hymenomycetes
Family Polyporales
Genus Ganoderma
Species Lucidum
  • เฉพาะ Genus Ganoderma ได้มีการแบ่งเป็น 3 Subgenus และมีการใช้ชื่อ Ganoderma ใน 3
  • Subgenus นี้ถึง 62 ชื่อด้วยกัน ดังนี้
  1. Subgen. Ganoderma แบ่งเป็น 2 Section ด้วยกัน
    • Sect. Ganoderma
      1. Ganoderma atrum Zhao, Xu et Zhang
      2. Ganoderma calidophilum Zhao, Xu et Zhang
      3. Ganoderma capense (Ployd) Teng
      4. Ganoderma curtisii (Berk.) Murr.
      5. Ganoderma daiqingshanense Zhao
      6. Ganoderma flexipes Pat.
      7. Ganoderma hainanense Zhao, Xu et Zhang
      8. Ganoderma kunmingense Zhao
      9. Ganoderma Incidum(W. Curt.: Fr.) Karst.
      10. Ganoderma mongolicum Pilat
      11. Ganoderma multiplicatum (Mont.) Pat.
      12. Ganoderma ramosissimum Zhao
      13. Ganoderma resinaceum Boud.
      14. Ganoderma rotundatum Zhao, Xu et Zhang
      15. Ganoderma shandonggense Zhao et Xu
      16. Ganoderma sichuanense Zhao et Zhang
      17. Ganoderma subumbraculum Imazeki
      18. Ganoderma tenue Zhao, Xu et Zhang
      19. Ganoderma theaecolum Zhao
      20. Ganoderma tsugae Murr.
      21. Ganoderma valessiacum Boud.
    • Sect. Ganoderma
      1. Ganoderma atrum Zhao, Xu et Zhang
      2. Ganoderma calidophilum Zhao, Xu et Zhang
      3. Ganoderma capense (Ployd) Teng
      4. Ganoderma curtisii (Berk.) Murr.
      5. Ganoderma daiqingshanense Zhao
      6. Ganoderma flexipes Pat.
      7. Ganoderma hainanense Zhao, Xu et Zhang
      8. Ganoderma kunmingense Zhao
      9. Ganoderma Incidum(W. Curt.: Fr.) Karst.
      10. Ganoderma mongolicum Pilat
      11. Ganoderma multiplicatum (Mont.) Pat.
      12. Ganoderma ramosissimum Zhao
      13. Ganoderma resinaceum Boud.
      14. Ganoderma rotundatum Zhao, Xu et Zhang
      15. Ganoderma shandonggense Zhao et Xu
      16. Ganoderma sichuanense Zhao et Zhang
      17. Ganoderma subumbraculum Imazeki
      18. Ganoderma tenue Zhao, Xu et Zhang
      19. Ganoderma theaecolum Zhao
      20. Ganoderma tsugae Murr.
      21. Ganoderma valessiacum Boud.
  2. Subgen. Trachyderma Imazeki
    1. Ganoderma tsunodae(Yasuda) Trott.
  3. Subgen. Elfvingia (Karse) Imarzeki
    1. Ganoderma annulare (Fr.) Gilbn.
    2. Ganoderma applanatum (Pers. ex wallr.) Pat.
    3. Ganoderma australe (Fr.) Pat.
    4. Ganoderma bawanglingens Zhao et Zhang
    5. Ganoderma brownnii (Murr) Gillbn
    6. Ganoderma densizonatum Zhao et Zhang
    7. Ganoderma dialuoshanense Zhooa et Zhang
    8. Ganoderma Gibbosum (Nees) Pat.
    9. Ganoderma limushanense Zhao et Zhang
    10. Ganoderma lobatum (Schw.) Atk.
    11. Ganoderma meijiangense Zhao et Zhang
    12. Ganoderma phillippii (Bres. et Henn.) Bres.
    13. Ganoderma samingense Zhao et Zhang
    14. Ganoderma shangsiense Zhao
    15. Ganoderma triangulatum Zhao et Xu
    16. Ganoderma ungulatum Zhao et Zhang
    17. Ganoderma koningsbergii (Lloyd) Teng



เห็ดหลินจือที่เราศึกษาเพื่อใช้ทำยาต่อไปคือ (Ganoderma Lucidum)

  • ภายใต้ชื่อนี้ยังมีสายพันธุ์ที่แยกย่อยออกไปอีกมาก แต่จะมี
  • ลักษณะเฉพาะตัว ดังนี้คือดอกเห็ดหลินจือในธรรมชาติจะ
  • เกิดปีละหน ถ้าสภาพเงื่อนไขดี ไม่มีอะไรมารบกวนดอกเห็ด
  • ที่โตแล้ว ดอกเห็ดก็จะอยู่ในสภาพนั้นและสามารถเจริญเติบ
  • โตได้ในปีต่อไป ส่วนใหญ่ดอกเห็ดชนิดนี้มักจะมีก้านแต่บาง
  • ครั้งก็ไม่มีก้านให้เห็นแล้วแต่แหล่งที่เกิด เนื้อเห็ดจะคล้ายจุก
  • ไม้ก๊อก แต่บางทีก็แข้งเหมือนไม้เลยทีเดียว ใบดอกมีรูปร่าง
  • คล้ายรูปไต เป็นทรงโค้งแบ่งเป็นสองส่วนได้เหมือน ๆ กัน
  • ขนาดในธรรมชาติต่อหนึ่งฤดูกาลจะมีขนาดประมาณ 12X
  • 20X2 เซนติเมตร แต่เห็ดที่พบบางครั้งอายุหลายปีก็จะมี
  • ขนาดใหญ่กว่านี้มาก
a33.gif - 40.94 K
  • ในขณะที่เริ่มเจริญเติบโต ด้านหลังดอกจะมีสีเหลืองน้ำตาล แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงใน
  • ที่สุด บางครั้งที่ขอบยังมีสีน้ำตาลเหลือง พบว่าหลังดอกมีรอยย่นเหมือนคลื่น เป็นวง ๆ
  • ผิวมันเลื่อมเมื่อมีอายุมาก แต่มักพบว่ามีฝุ่นจากสปอร์ของเห็ดหลินจือเองปลิวย้อนมาตก
  • ปกคลุมค่อนข้างหนาที่หลังดอก ขอบดอกเมื่อโตเต็มที่ใหม่ ๆ จะไม่หนาแต่หลังจากนั้นจะมี
  • การพอกตัวเองลงด้านล่างมากขึ้นขอบดอกจะค่อย ๆ หนาขึ้นด้วย มองดูเป็นรอยหยักเข้า
  • เหมือนม้วนตัว แต่จะทิ้งขอบลงด้านล่าง ดอกในธรรมชาติเมื่อผ่าออก เนื้อดอกจะแบ่งเป็น
  • สองชั้น ชั้นบนจะมีสีเข้มเหมือนไม้ แต่บริเวณที่ใต้ดอกใกล้กับส่วนที่เป็นรูจะมีสีอ่อนลงเป็น
  • สีน้ำตาลหนา 1-1.5 เซนติเมตร
  • ในการเพาะเลี้ยงดอกที่เก็บแล้วนำมาอบแห้งเลย เมื่อผ่าออกจะเห็น
  • ส่วนขอบดอกด้านนอกทั้งหมดมีสีอ่อนกว่า ถ้ามองจากด้านล่างของ
  • ดอกจะเห็นเป็นรู ๆ หรือ เป็นหลอด จะกลายเป็นสีขาวหม่น ครีม
  • หรือสีเหลือง จะกลายเป็นสีน้ำตาล หรือสีม่วงน้ำตาลในที่สุดขึ้นอยู่
  • กับระยะอายุของดอกเห็ด มีความนุ่มคล้ายฟองน้ำ แต่บางเวลาจะ
  • เหนียวและแน่น เนื้อชั้นบนจะเหนียวแน่นและแข็งแรงกว่าชั้นล่างที่
  • เป็นรู ชั้นล่างที่เป็นรูจะฉีกขาดได้ง่ายกว่า ความหนาปกติประมาณ
  • 1 เซนติเมตร ถ้าถูบริเวณผิวด้านนี้หรือถูกทำให้ซ้ำ หรือเอาของ
  • แข็งไปขูดขีดก็จะเกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล รูเหล่านี้ค่อนข้างกลม
  • บางทีก็เป็นรูปเหลี่ยมบ้างแต่ไม่มากนัก ใน 1 มิลลิเมตร มีประมาณ
  • 4-5 รู ชั้นของรูอาจจะมีชั้นเดียวหรือพอกเป็นหลายชั้นลงมาด้าน
  • ล่างก็ได้
16.gif - 47.80 K
  • ถามีก้านเนื้อส่วนที่ติดกับก้านจะมีรอยหยักค่อนข้างหนา แยกส่วนชัดเจน รอยหยักมัก
  • จะหนากว่าส่วนที่อยู่ปลายขอบดอก สัดส่วนประมาณ 1.5-2 : 1 ก้านเป็นทรงกระบอก
  • ที่ค่อย ๆ แคบลงที่ส่วนล่าง บางครั้งพบก้านอยู่ที่กลางดอกแต่ไม่บ่อย ส่วนใหญ่ก้านมัก
  • อยู่ที่ด้านข้าง หรืออยู่ค่อนไปทางด้านหลัง เคยพบก้านยาวถึง 19 เซนติเมตร ปละหนา
  • ถึง 4 เซนติเมตร มีสีเดียวกับสีหลังดอก คือ น้ำตาลแดง และม่วงน้ำตาลเข้ม และมีความ
  • มันเลื่อมเหมือนกับหลังดอกด้านบนที่ติดกับใบดอกบริเวณที่สร้างสปอร์มีสีน้ำตาล เซลล์
  • ที่ผิวนอกสุดของรูหรือท่อนี้จะมีรูปคล้ายกระบอง ส่วนหัวจะหนา ขนาดของเซลล์จะยาว
  • ประมาณ 20-30 ไมโครมิเตอร์ ส่วนหัวที่โตจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-7.5 ไม
  • โครมิเตอร์ระบบเส้นใย แบ่งออกเป็น 3 วาระ คือ
    • 1.เส้นใยเกิดใหม่จะมีผนังกั้นเซลล์บาง ๆ และแขนเชื่อมต่อเซลล์ (clamp Connection)
    • ผนังบางโปร่งใส แตกกิ่งก้านออกไป เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3.5-4.5 ไมโคร
    • มิเตอร์ อายุจะสั้นมาก
    • 2.เส้นใยที่แก่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของเส้นใยที่เกิดใหม่ จะมีสีหม่น ๆ โปร่งแสง
    • จนสีน้ำตาลทอง ไม่มีผนังกั้นเซลล์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 ไมโครมิเตอร์ จะมีกิ่ง
    • ก้านแยกออกไป แต่ปลายกิ่งก้านนี้จะแคบเข้าดูเป็นปลายแหลมเหมือนแส้
  • 3.เส้นใยที่รวมตัวกันเป็นเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของดอกเห็ด ตรงจุด
  • ผนังของรู พวกนี้จะไม่มีสี ผนังเซลล์จะหนา มักโค้งงอ มีกิ่งก้าน
  • และเส้นผ่าศูนย์กลางทั่วไปประมาณ 1.5-2 ไมดครมิเตอร์ เส้น
  • ใยตรงแถบหลังหมวกดอกจะเป็นเซลล์ทีค่อนข้างหนา ด้านหนา
  • จะมีเส้นผ่าศูนยืกลาง 25-30 ไมดครมิเตอร์ มีผนังหนามาก อีก
  • ปลายของเซลล์จะคล้ายแป้งตกตะกอนจับอยู่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง
  • 7-11 ไมโครมิเตอร์ ส่วนเส้นใยที่รวมกันเป็นเนื้อเยื่อที่โคนดอก
  • ติดกับก้านดอกจะออกสีน้ำตาลอมเขียว โปร่งแสง เหลือย ๆ ผนัง
  • เซลล์หนา ไม่มีผนังกั้นเซลล์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3.5 ไมโครมิเตอร์
  • เส้นใยบางส่วนจะผอมบาง แตกกิ่งก้านเหมือนกิ่งไม้ ผนังเซลล์หนา
  • โปร่งแสง ไม่มีผนังกั้นเซลล์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 ไมโครมิเตอร์
a16.gif - 47.01 K
  • สปอร์จะมีสีน้ำตาลแดงจาง ๆ สปอร์มีรูปทรงกลมรี ปลายด้านหนึ่งจะเหมือนแหว่งหายไป
  • ขนาด 9-12 คูณ 5.5-8 ไมครอน มีผนังสองชั้น มีช่องว่างตรงกลาง มีรูเชื่อมระหว่าง
  • ผิวชั้นนอกและชั้นใน สำหรับการเจริญแตกตัวเป็นเส้นใยครั้งแรก ผนังทั้งสองถูกค้ำด้วย
  • เสาเล็ก ๆ เปลือกด้านนอกจะเรียบ โปร่งใส เปลือกชั้นในหยาบ และมีรอยบุ๋มกระจายอยู่ทั่ว
  • ไป มีสีน้ำตาลอ่อน ๆ มีเสาเล็ก ๆ ยื่นออกมาค้ำยันผนังขั้นนอกไว้สปอร์ถูกสร้างตั้งฉาก
  • ออกมาจากผนังของรูที่อยู่ใต้หมวกดอก เซลล์เบซิเดีย (basidia) จะคล้ายกระบองด้านบน
  • กว้างและด้านล่างแคบ มี 4 สเตอร์ริกม่า (sterigma) ส่วนซีสเตอร์ (cystidia) จะไม่ค่อยพบ
  • เห็นเส้นใยที่ดตเต็มที่จะมีท่อเชื่อม ระหว่างเซลล์ และพบว่ามีการสร้างคลามิโดสปอร์
  • (clamidospore) ด้วย ถ้าเลี้ยงเส้นใยไว้ในอาหารและทิ้งไว้จนแก่ถึงช่วงอายุหนึ่งสปอร์จะ
  • ให้ผลลบ (negative) ต่อสารทำปฏิกิริยาเมลเซอร์ (Melzer's reagent : 0.5 g Iodine, 1.5 g
  • KJ, 22 g Chloral hydrate and 20 g water.) ให้สีน้ำตาลจาง ๆ ใน KOH (2-5% KOH in
  • water) Nobles, 1978 จัดให้เป็นพวก Heterothallic และ tetrapolar.เห็ดหลินจือชอบเกิดกับ
  • ไม้ตระกูล Quercus, Fagus, Castanea ฯลฯ และไม้ที่อยู่ในป่าเต็งรัง แต่พบขึ้นกับไม้ได้มากมาย
  • หลายชนิด ปกติจะเป็นพวก saprophytic บางทีก็ขึ้นอยู่บนต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าดูให้ชัด
  • ๆ จะพบว่ามันขึ้นอยู่กับส่วนของต้นไม้ที่ตายแล้ว เช่น เปลือกไม้ เป็นพวก white rot fungi
  • บางคนจัดให้เป็นโรคของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ปรากฏเป็นการระบาดอย่างมาก ๆ มักเกิดกับป่า
  • ปลูก ทั้งนี้เพราะระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติได้สูญเสียไป พบว่าเห็ดชนิดนี้อยู่ทั่วไปในหลาย
  • ๆ ประเทศทั่วโลก




2daisy.gif - 15.96 K 6mousewr.gif - 39.23 K
copchase.gif - 12.77 K