
|

ลักษณะภายนอกและชื่อทั่ว ๆ ไป
 |
- เห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่ไม่เหมือน
- กับเห็ดที่ประชาชนทั่วไปรู้จักอยู่
- แต่เดิม เพราะไม่มีครีบใต้ดอก
- เหมือนเห็ดที่มีขายตามท้อง
- ตลาดทั่วไป ลักษณะโครงสร้าง
- ของดอกแข็งแรง ก้านและหลัง
- ดอกที่ถูกน้ำฝนชะล้างจะเป็น
|
- เงามันเหมือนเคลือบด้วยแล็คเกอร์ ดอกที่เกิดใหม่จะมีลักษณะเป็นแท่งชูขึ้น ปลายหน่อจะมี
- สีขาวหม่น ดอกเห็ดเจริญเติบโตขนานไปกับพื้นโลกขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิด เมื่อดอกโตจะแผ่
- ออก มีรูปร่างคล้ายรูปวาดไตของคนเรา ดอกอ่อนจะมีขอบนอกขาวและค่อย ๆ เหลืองเข้า
- มาทางด้านในจนเป็นสีน้ำตาลและน้ำตาลแดงในที่สุด ก้านดอกอาจจะมีอยู่กลางดอกหรือด้าน
- ข้างของดอก และบางครั้งอาจจะไม่มีก้านใต้หมวกดอกเป็นรูพรุน เรียงกันอยู่อย่างเป็นระ
- เบียบอาจจะเกิดเป็นดอกเดี่ยว หรือเกิดพร้อมกันหลาย ดอกก็ได้ ขนาดดอกใหญ่หรือเล็กขึ้น
- อยู่กับสภานที่เกิดและแหล่งอาหาร เห็ดชนิดนี้สามารถเติบโตข้ามปีได้และมีบางครั้งที่พบว่า
- อายุหลายปีทีเดียวแต่เดิมไม่มีเห็ดชนิดขายในท้องตลาด ปัจจุบันมีวางขายมากขึ้นเพราะประ
- ชาชนเริ่มรู้จักเห็ดในกลุ่มนี้ (บางครั้งพบว่าไม่ใช่เห็ดหลินจือ แต่เป็นเห็ดในกลุ่ม polypore เช่น
- กัน) มักจะเก็บมาทำให้แห้งขายตามริมทาง ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อนำไปใช้เป็น
- เครื่องประดับตกแต่งบ้าน และตามความเชื่อว่าเป็นสิริมงคลสามารถปกป้องคุ้มครองให้
- ปลอดภัยจากอำนาจไสยศาสตร์ได้เห็ดหลินจือที่ใช้ทำยาได้จะมีหมวกดอกสีม่วงดำ สีน้ำตาล
- และสีน้ำตาลแดง แต่ทุกชนิดใต้ท้องต้องมีสีเหลือง เห็ดหลินจือที่จะกล่าวถึงวิธีการเพาะปลูก
- ต่อไปนี้เป็นชนิดสีน้ำตาลแดง และมีใต้หมวกดอกเป็นสีเหลืองตามธรรมชาติอาจจะมีสีใต้
- หมวกดอกเป็นสีขาวหม่นตามแต่อายุของเห็ด อาจจะพบเกิดอยู่ตามตอไม้ผิวของเปลือกไม้
- ที่ตายแล้วแต่ต้นยังมีชีวิต หรือตามผิวดินที่มีไม้หรือรากไม้เก่าฝังอยู่ ชาวบ้านในพื้นที่ที่มี
- เห็ดเหล่านี้ขึ้นก็จะเรียกชื่อตามลักษณะรูปร่าง สีสันและความเชื่อที่เขามีต่อเห็ด ฉะนั้นเห็ด
- ชนิดนี้จึงมีชื่อเรียกหลากหลายตามแต่ละท้องถิ่น เช่น
เห็ดหัวงู เห็ดนางกวัก
เห็ดจวัก เห็ดขอน เห็ดหิ้ง
เห็ดเก้าอี้ลิง
เห็ดชะแล็ก |
 |
เห็ดสวรรค์พันปี เห็ดหมื่นปี
เห็ดหิมะ เห็ดต้นไม้แห่งชีวิต
เห็ดอมตะ เห็ดเทพเจ้า
เห็ดศักดิ์สิทธิ ์ เห็ดนำโชค |
|
- จะเห็นว่าเห็ดชนิดนี้มีชื่อมากมาย จึงควรระวังความสับสนเห็ดหลินจือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์
- ว่าGanoderma Iucidum และชื่อทั่วไปตามภาษาอังกฤษว่า Divine Mushroom, Spiriual
- Mushroom, Tree of life Mushroom Mannentake (10,000 years Mushroom) Mushroom of
- Immortality, Good-fortune Mushroom Monkey's seat Mushroom Laquered Mushroom Holy
- Mushroom
ลักษณะในรายละเอียดทางวิทยาศาสตร์ของเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือถูกจำแนกตามสายงานวิทยาศาสตร์ดังนี้
 |
Class Basidiomycetes
Subclass Holobasidiomycetidae
Series Hymenomycetes
Family Polyporales
Genus Ganoderma
Species Lucidum |
- เฉพาะ Genus Ganoderma ได้มีการแบ่งเป็น 3 Subgenus และมีการใช้ชื่อ Ganoderma ใน 3
- Subgenus นี้ถึง 62 ชื่อด้วยกัน ดังนี้
- Subgen. Ganoderma แบ่งเป็น 2 Section ด้วยกัน
- Sect. Ganoderma
- Ganoderma atrum Zhao, Xu et Zhang
- Ganoderma calidophilum Zhao, Xu et Zhang
- Ganoderma capense (Ployd) Teng
- Ganoderma curtisii (Berk.) Murr.
- Ganoderma daiqingshanense Zhao
- Ganoderma flexipes Pat.
- Ganoderma hainanense Zhao, Xu et Zhang
- Ganoderma kunmingense Zhao
- Ganoderma Incidum(W. Curt.: Fr.) Karst.
- Ganoderma mongolicum Pilat
- Ganoderma multiplicatum (Mont.) Pat.
- Ganoderma ramosissimum Zhao
- Ganoderma resinaceum Boud.
- Ganoderma rotundatum Zhao, Xu et Zhang
- Ganoderma shandonggense Zhao et Xu
- Ganoderma sichuanense Zhao et Zhang
- Ganoderma subumbraculum Imazeki
- Ganoderma tenue Zhao, Xu et Zhang
- Ganoderma theaecolum Zhao
- Ganoderma tsugae Murr.
- Ganoderma valessiacum Boud.
- Sect. Ganoderma
- Ganoderma atrum Zhao, Xu et Zhang
- Ganoderma calidophilum Zhao, Xu et Zhang
- Ganoderma capense (Ployd) Teng
- Ganoderma curtisii (Berk.) Murr.
- Ganoderma daiqingshanense Zhao
- Ganoderma flexipes Pat.
- Ganoderma hainanense Zhao, Xu et Zhang
- Ganoderma kunmingense Zhao
- Ganoderma Incidum(W. Curt.: Fr.) Karst.
- Ganoderma mongolicum Pilat
- Ganoderma multiplicatum (Mont.) Pat.
- Ganoderma ramosissimum Zhao
- Ganoderma resinaceum Boud.
- Ganoderma rotundatum Zhao, Xu et Zhang
- Ganoderma shandonggense Zhao et Xu
- Ganoderma sichuanense Zhao et Zhang
- Ganoderma subumbraculum Imazeki
- Ganoderma tenue Zhao, Xu et Zhang
- Ganoderma theaecolum Zhao
- Ganoderma tsugae Murr.
- Ganoderma valessiacum Boud.
- Subgen. Trachyderma Imazeki
- Ganoderma tsunodae(Yasuda) Trott.
- Subgen. Elfvingia (Karse) Imarzeki
- Ganoderma annulare (Fr.) Gilbn.
- Ganoderma applanatum (Pers. ex wallr.) Pat.
- Ganoderma australe (Fr.) Pat.
- Ganoderma bawanglingens Zhao et Zhang
- Ganoderma brownnii (Murr) Gillbn
- Ganoderma densizonatum Zhao et Zhang
- Ganoderma dialuoshanense Zhooa et Zhang
- Ganoderma Gibbosum (Nees) Pat.
- Ganoderma limushanense Zhao et Zhang
- Ganoderma lobatum (Schw.) Atk.
- Ganoderma meijiangense Zhao et Zhang
- Ganoderma phillippii (Bres. et Henn.) Bres.
- Ganoderma samingense Zhao et Zhang
- Ganoderma shangsiense Zhao
- Ganoderma triangulatum Zhao et Xu
- Ganoderma ungulatum Zhao et Zhang
- Ganoderma koningsbergii (Lloyd) Teng
เห็ดหลินจือที่เราศึกษาเพื่อใช้ทำยาต่อไปคือ (Ganoderma Lucidum)
- ภายใต้ชื่อนี้ยังมีสายพันธุ์ที่แยกย่อยออกไปอีกมาก แต่จะมี
- ลักษณะเฉพาะตัว ดังนี้คือดอกเห็ดหลินจือในธรรมชาติจะ
- เกิดปีละหน ถ้าสภาพเงื่อนไขดี ไม่มีอะไรมารบกวนดอกเห็ด
- ที่โตแล้ว ดอกเห็ดก็จะอยู่ในสภาพนั้นและสามารถเจริญเติบ
- โตได้ในปีต่อไป ส่วนใหญ่ดอกเห็ดชนิดนี้มักจะมีก้านแต่บาง
- ครั้งก็ไม่มีก้านให้เห็นแล้วแต่แหล่งที่เกิด เนื้อเห็ดจะคล้ายจุก
- ไม้ก๊อก แต่บางทีก็แข้งเหมือนไม้เลยทีเดียว ใบดอกมีรูปร่าง
- คล้ายรูปไต เป็นทรงโค้งแบ่งเป็นสองส่วนได้เหมือน ๆ กัน
- ขนาดในธรรมชาติต่อหนึ่งฤดูกาลจะมีขนาดประมาณ 12X
- 20X2 เซนติเมตร แต่เห็ดที่พบบางครั้งอายุหลายปีก็จะมี
- ขนาดใหญ่กว่านี้มาก
|
 |
- ในขณะที่เริ่มเจริญเติบโต ด้านหลังดอกจะมีสีเหลืองน้ำตาล แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงใน
- ที่สุด บางครั้งที่ขอบยังมีสีน้ำตาลเหลือง พบว่าหลังดอกมีรอยย่นเหมือนคลื่น เป็นวง ๆ
- ผิวมันเลื่อมเมื่อมีอายุมาก แต่มักพบว่ามีฝุ่นจากสปอร์ของเห็ดหลินจือเองปลิวย้อนมาตก
- ปกคลุมค่อนข้างหนาที่หลังดอก ขอบดอกเมื่อโตเต็มที่ใหม่ ๆ จะไม่หนาแต่หลังจากนั้นจะมี
- การพอกตัวเองลงด้านล่างมากขึ้นขอบดอกจะค่อย ๆ หนาขึ้นด้วย มองดูเป็นรอยหยักเข้า
- เหมือนม้วนตัว แต่จะทิ้งขอบลงด้านล่าง ดอกในธรรมชาติเมื่อผ่าออก เนื้อดอกจะแบ่งเป็น
- สองชั้น ชั้นบนจะมีสีเข้มเหมือนไม้ แต่บริเวณที่ใต้ดอกใกล้กับส่วนที่เป็นรูจะมีสีอ่อนลงเป็น
- สีน้ำตาลหนา 1-1.5 เซนติเมตร
- ในการเพาะเลี้ยงดอกที่เก็บแล้วนำมาอบแห้งเลย เมื่อผ่าออกจะเห็น
- ส่วนขอบดอกด้านนอกทั้งหมดมีสีอ่อนกว่า ถ้ามองจากด้านล่างของ
- ดอกจะเห็นเป็นรู ๆ หรือ เป็นหลอด จะกลายเป็นสีขาวหม่น ครีม
- หรือสีเหลือง จะกลายเป็นสีน้ำตาล หรือสีม่วงน้ำตาลในที่สุดขึ้นอยู่
- กับระยะอายุของดอกเห็ด มีความนุ่มคล้ายฟองน้ำ แต่บางเวลาจะ
- เหนียวและแน่น เนื้อชั้นบนจะเหนียวแน่นและแข็งแรงกว่าชั้นล่างที่
- เป็นรู ชั้นล่างที่เป็นรูจะฉีกขาดได้ง่ายกว่า ความหนาปกติประมาณ
- 1 เซนติเมตร ถ้าถูบริเวณผิวด้านนี้หรือถูกทำให้ซ้ำ หรือเอาของ
- แข็งไปขูดขีดก็จะเกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล รูเหล่านี้ค่อนข้างกลม
- บางทีก็เป็นรูปเหลี่ยมบ้างแต่ไม่มากนัก ใน 1 มิลลิเมตร มีประมาณ
- 4-5 รู ชั้นของรูอาจจะมีชั้นเดียวหรือพอกเป็นหลายชั้นลงมาด้าน
- ล่างก็ได้
|
 |
- ถามีก้านเนื้อส่วนที่ติดกับก้านจะมีรอยหยักค่อนข้างหนา แยกส่วนชัดเจน รอยหยักมัก
- จะหนากว่าส่วนที่อยู่ปลายขอบดอก สัดส่วนประมาณ 1.5-2 : 1 ก้านเป็นทรงกระบอก
- ที่ค่อย ๆ แคบลงที่ส่วนล่าง บางครั้งพบก้านอยู่ที่กลางดอกแต่ไม่บ่อย ส่วนใหญ่ก้านมัก
- อยู่ที่ด้านข้าง หรืออยู่ค่อนไปทางด้านหลัง เคยพบก้านยาวถึง 19 เซนติเมตร ปละหนา
- ถึง 4 เซนติเมตร มีสีเดียวกับสีหลังดอก คือ น้ำตาลแดง และม่วงน้ำตาลเข้ม และมีความ
- มันเลื่อมเหมือนกับหลังดอกด้านบนที่ติดกับใบดอกบริเวณที่สร้างสปอร์มีสีน้ำตาล เซลล์
- ที่ผิวนอกสุดของรูหรือท่อนี้จะมีรูปคล้ายกระบอง ส่วนหัวจะหนา ขนาดของเซลล์จะยาว
- ประมาณ 20-30 ไมโครมิเตอร์ ส่วนหัวที่โตจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-7.5 ไม
- โครมิเตอร์ระบบเส้นใย แบ่งออกเป็น 3 วาระ คือ
- 1.เส้นใยเกิดใหม่จะมีผนังกั้นเซลล์บาง ๆ และแขนเชื่อมต่อเซลล์ (clamp Connection)
- ผนังบางโปร่งใส แตกกิ่งก้านออกไป เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3.5-4.5 ไมโคร
- มิเตอร์ อายุจะสั้นมาก
- 2.เส้นใยที่แก่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของเส้นใยที่เกิดใหม่
จะมีสีหม่น ๆ โปร่งแสง
- จนสีน้ำตาลทอง ไม่มีผนังกั้นเซลล์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 ไมโครมิเตอร์ จะมีกิ่ง
- ก้านแยกออกไป แต่ปลายกิ่งก้านนี้จะแคบเข้าดูเป็นปลายแหลมเหมือนแส้
- 3.เส้นใยที่รวมตัวกันเป็นเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของดอกเห็ด
ตรงจุด
- ผนังของรู พวกนี้จะไม่มีสี ผนังเซลล์จะหนา มักโค้งงอ มีกิ่งก้าน
- และเส้นผ่าศูนย์กลางทั่วไปประมาณ 1.5-2 ไมดครมิเตอร์ เส้น
- ใยตรงแถบหลังหมวกดอกจะเป็นเซลล์ทีค่อนข้างหนา ด้านหนา
- จะมีเส้นผ่าศูนยืกลาง 25-30 ไมดครมิเตอร์ มีผนังหนามาก อีก
- ปลายของเซลล์จะคล้ายแป้งตกตะกอนจับอยู่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง
- 7-11 ไมโครมิเตอร์ ส่วนเส้นใยที่รวมกันเป็นเนื้อเยื่อที่โคนดอก
- ติดกับก้านดอกจะออกสีน้ำตาลอมเขียว โปร่งแสง เหลือย ๆ ผนัง
- เซลล์หนา ไม่มีผนังกั้นเซลล์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3.5 ไมโครมิเตอร์
- เส้นใยบางส่วนจะผอมบาง แตกกิ่งก้านเหมือนกิ่งไม้ ผนังเซลล์หนา
- โปร่งแสง ไม่มีผนังกั้นเซลล์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 ไมโครมิเตอร์
|
 |
- สปอร์จะมีสีน้ำตาลแดงจาง ๆ สปอร์มีรูปทรงกลมรี ปลายด้านหนึ่งจะเหมือนแหว่งหายไป
- ขนาด 9-12 คูณ 5.5-8 ไมครอน มีผนังสองชั้น มีช่องว่างตรงกลาง มีรูเชื่อมระหว่าง
- ผิวชั้นนอกและชั้นใน สำหรับการเจริญแตกตัวเป็นเส้นใยครั้งแรก ผนังทั้งสองถูกค้ำด้วย
- เสาเล็ก ๆ เปลือกด้านนอกจะเรียบ โปร่งใส เปลือกชั้นในหยาบ และมีรอยบุ๋มกระจายอยู่ทั่ว
- ไป มีสีน้ำตาลอ่อน ๆ มีเสาเล็ก ๆ ยื่นออกมาค้ำยันผนังขั้นนอกไว้สปอร์ถูกสร้างตั้งฉาก
- ออกมาจากผนังของรูที่อยู่ใต้หมวกดอก เซลล์เบซิเดีย (basidia) จะคล้ายกระบองด้านบน
- กว้างและด้านล่างแคบ มี 4 สเตอร์ริกม่า (sterigma) ส่วนซีสเตอร์ (cystidia) จะไม่ค่อยพบ
- เห็นเส้นใยที่ดตเต็มที่จะมีท่อเชื่อม ระหว่างเซลล์ และพบว่ามีการสร้างคลามิโดสปอร์
- (clamidospore) ด้วย ถ้าเลี้ยงเส้นใยไว้ในอาหารและทิ้งไว้จนแก่ถึงช่วงอายุหนึ่งสปอร์จะ
- ให้ผลลบ (negative) ต่อสารทำปฏิกิริยาเมลเซอร์ (Melzer's reagent : 0.5 g Iodine, 1.5 g
- KJ, 22 g Chloral hydrate and 20 g water.) ให้สีน้ำตาลจาง ๆ ใน KOH (2-5% KOH in
- water) Nobles, 1978 จัดให้เป็นพวก Heterothallic และ tetrapolar.เห็ดหลินจือชอบเกิดกับ
- ไม้ตระกูล Quercus, Fagus, Castanea ฯลฯ และไม้ที่อยู่ในป่าเต็งรัง แต่พบขึ้นกับไม้ได้มากมาย
- หลายชนิด ปกติจะเป็นพวก saprophytic บางทีก็ขึ้นอยู่บนต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าดูให้ชัด
- ๆ จะพบว่ามันขึ้นอยู่กับส่วนของต้นไม้ที่ตายแล้ว เช่น เปลือกไม้ เป็นพวก white rot fungi
- บางคนจัดให้เป็นโรคของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ปรากฏเป็นการระบาดอย่างมาก ๆ มักเกิดกับป่า
- ปลูก ทั้งนี้เพราะระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติได้สูญเสียไป พบว่าเห็ดชนิดนี้อยู่ทั่วไปในหลาย
- ๆ ประเทศทั่วโลก
|